Thursday, 17 December 2009

เจอดาวคล้ายโลก ฮือฮาพบน้ำเพียบ


"""""เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่า ศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน ตีพิมพ์ผลงานค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ ลักษณะคล้ายโลกมากที่สุดตั้งแต่มีการสำรวจ จากการใช้กล้องดูดาว 8 ตัว ตั้งชื่อดาวว่า จีเจ 1214 บี ให้ฉายาว่า "ซูเปอร์เอิร์ธ" เพราะขนาดใหญ่กว่าโลก 2.7 เท่า อยู่ห่างออกไปเพียง 42 ปีแสง โคจรรอบดาวฤกษ์ในระบบสุริยจักรวาลอีกแห่งหนึ่ง โดยใช้เวลาราว 38 ชั่วโมง และที่ฮือฮาคือดาวประกอบด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน อีกหนึ่งส่วนเป็นหิน ส่วนขนาดดาวฤกษ์มีขนาดเพียง 1 ใน 5 ของดวงอาทิตย์ที่โลกโคจรอยู่นายซาโกรี่ เบอร์ต้า ผู้ค้นพบดาวเคราะห์ดังกล่าวเป็นบัณฑิตผู้จบการศึกษาจากศูนย์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน กล่าวว่า ดาวเคราะห์ดังกล่าวเป็นโลกแห่งน้ำแต่ยังร้อนเกินกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จักจะอาศัยอยู่ได้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 120-280 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์จะศึกษาว่าดาวดังกล่าวมีชั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร""""""

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Wednesday, 16 December 2009

หัวไม้ขีดติดไฟได้อย่างไร?


หัวไม้ขีดที่ใช้จุดไฟจะเคลือบด้วยโปแตสเซียมคลอเรต เมื่อขีดกับกลัดด้านที่เคลือบฟอสฟอรัสจะทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้น เมื่อ โปแตสเซียมคลอเรตได้รับความร้อนก็จะสลายออกซิเจนออกมาช่วยเผาไหม้ซึ่งเป็นคุณสมบัติของออกซิเจนจึงทำให้ไม้ขีดมีเสียงดังฟู่ เนื่องจากมีความร้อนและออกซิเจนพอที่จะจุดไฟติดจึงเกิดไฟลุกติดขึ้นมา ส่วนก้านไม้ขีดที่ทำจากไม้เนื้ออ่อนจะผ่านการแช่น้ำมันสน ผสมพาราฟิน ทำให้หัวไม้ขีดลุกไหม้มาที่ก้านง่ายขึ้นและนานกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลสาระความรู้ดี ๆ จากเว็ปกระปุกค่ะ

ความแตกต่างของภูมิอากาศ กับ ลมฟ้าอากาศ


>>>>ก่อนที่เราจะเข้าใจในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องเข้าใจคำที่ควรรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง นั่นก็คือ คำว่า ภูมิอากาศ และลมฟ้าอากาศ ซึ่งเมื่อเราพูดถึงคำว่า “ภูมิอากาศ” จะมีความหมายที่แตกต่างจากคำว่า “ลมฟ้าอากาศ” โดยสิ้นเชิง ดังนี้
>>>>คำว่า “ลมฟ้าอากาศ” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Weather หมายถึงสภาพของบรรยากาศที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆ โดยทั่วไป หมายรวมถึงอุณหภูมิ ความชื้น ฝน เมฆ หมอก ลม และทัศนวิสัยเข้าด้วยกันทั้งหมด สภาพลมฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้เป็นอย่างแรกหลังจากที่เราตื่นขึ้นมา และสามารถแปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา เช่น ปี ฤดูกาล เดือน วัน และแม้กระทั่งรายชั่วโมง เช่น ตอนเช้าฝนตก ตอนสายแดดออก ตอนบ่ายท้องฟ้าแจ่มใส ก็เป็นไปได้โดยส่วนใหญ่เรามักศึกษาสภาพลมฟ้าอากาศจาก “อุณหภูมิอากาศ (Air temperature)”เพราะสภาพลมฟ้าอากาศที่สำคัญ คือ อุณหภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา
>>>>ส่วนคำว่า “ภูมิอากาศ” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Climate มีความหมายว่า สภาพของบรรยากาศโดยทั่วๆ ไปของท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเป็นผลเฉลี่ยมาจากการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ดังนั้น ภูมิอากาศจึงเป็นค่าปานกลางของลักษณะลมฟ้าอากาศในระยะเวลานานๆ โดยนำองค์ประกอบต่างๆ ที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศ เช่นอุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ มาหาค่าเฉลี่ย
>>>>หากขยายความให้เห็นชัดขึ้น ครูอาจจะยกตัวอย่างว่า ในชีวิตประจำวัน เรามักเห็นรายการข่าวทางโทรทัศน์หรือวิทยุ เกี่ยวกับการรายงานสภาพลมฟ้าอากาศรายวันและการพยากรณ์อากาศของวันต่อไป ดังนั้น การจดบันทึกเกี่ยวกับสภาพอากาศแต่ละวันเป็นประจำในช่วงระยะเวลาหนึ่งนานๆ จะทำให้เราทราบถึง “ค่าเฉลี่ยของลักษณะลมฟ้าอากาศ” ของแต่ละพื้นที่ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ประเทศไทยจะมีช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำหรือมีอากาศเย็นในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ช่วงที่มีฝนตกจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม และช่วงที่มีอากาศร้อนคือในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม หรืออาจจะรวมถึงสภาพลมฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ เช่น การเกิดพายุใต้ฝุ่น เป็นต้น ซึ่งเราเรียกค่าเฉลี่ยที่บอกลักษณะของลมฟ้าอากาศในช่วงระยะเวลาที่นานนี้เองว่า “ภูมิอากาศ” (Climate)
>>>>ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ลมฟ้าอากาศ คือ สภาวะของบรรยากาศ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ส่วน ภูมิอากาศ หมายถึง ลมฟ้าอากาศโดยเฉลี่ยในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานสำหรับบริเวณใดบริเวณหนึ่ง รวมทั้งค่าทางสถิติต่างๆ เช่น ค่าสูงสุดและต่ำสุดนอกจากนี้ยังรวมถึงช่วงระยะเวลาของลมฟ้าอากาศที่ผิดปกติ เช่น ร้อนจัด หรือหนาวจัด โดยปกติองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ “ปริมาณฝนและอุณหภูมิ” แต่อย่างไรก็ตามยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ลม เมฆ แสงแดด ความกดอากาศ ทัศนวิสัย ความชื้นและปรากฏการณ์ที่มีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด เช่น ร้อนจัด หนาวจัด พายุรุนแรง หมอก ลูกเห็บ เป็นต้น ลมฟ้าอากาศจึงเป็นผลจากการเกิดขึ้นและสลายตัวไปของปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาต่างๆ เช่น บริเวณความกดอากาศสูง บริเวณความกดอากาศต่ำ พายุหมุนเขตร้อน เป็นต้น
>>>>อย่างไรก็ตาม ภูมิอากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่หรือบริเวณ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ละติจูด ระยะทางจากทะเล ชนิดของพืชพันธุ์ความสูงต่ำของพื้นที่และปัจจัยทางภูมิศาสตร์อื่นๆ รวมทั้งยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่มีผลต่อภูมิอากาศด้วย เช่น ดวงอาทิตย์ วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ภูมิอากาศยังมีการผันแปรตามเวลา โดยผันแปรฤดูต่อฤดู ปีต่อปี ทศวรรษต่อทศวรรษ หรือแม้แต่ในช่วงระยะเวลาที่นานมากๆ เช่น การเกิดยุคน้ำแข็ง เป็นต้น

Tuesday, 15 December 2009

โลกกับการปล่อยพลังงาน

........ภาพที่ทุก ๆ คนจะได้ชมต่อไปนี้เป็นการลำลองการปล่อยพลังงานของโลกในอนาคต ว่าต่อไปถ้าโลกร้อนขึ้นแต่ละองศาโลกจะมีสภาพเป็นเช่นไร
........โดยจากภาพการจำลองนั้นจะมีรูปโลกอยู่ 2 รูป โดยที่รูปแรกด้านซ้ายมือนั้นจะเป็นรูปการเพิ่มขึ้นของการปล่อยพลังงานของโลก (จากการที่มนุษย์เรใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา) ส่วนรูปที่ 2 ด้านขวามือนั้นจะเป็นรูปของการลดลงของการปล่อยพลังงาน(จากการลดการใช้พลังงานต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น พลังงานเชื้อเพลิง เป็นต้น) โดยจะคิดเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ 10 ปี ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2095 ว่าถ้าเกิดเรายังคงไม่ตระหนักถึงภาวะโลกร้อนแล้วโลกของเราจะเป็นเช่นไรในอนาคตข้างหน้า












ขอขอบคุณข้อมูลจาก BBC News-Global Warming ค่ะ

ไปเที่ยวงานราชพฤกษ์มา
















ปล. ขอโทษทีแบบว่าไม่ค่อยได้ถ่ายรูปสวย ๆมาเลย เพราะว่าคนมันเยอะเกิน เซ็ง - -"



Saturday, 5 December 2009

ความแตกต่างของนามสกุลรูปภาพ 2


ความแตกต่างของนามสกุลรูปภาพ
คุณสมบัติของนามสกุลไฟล์ภาพ
...เนื่องจากโปรแกรม Photoshop จะมีรูปแบบการบันทึกข้อมูลของภาพค่อนข้างหลากหลาย (รวมถึงโปรแกรมประเภทเดียวกัน)เพื่อใช้ในงานต่างๆกัน เพื่อนบางคนอาจยังไม่ทราบว่าเวลาที่เราบันทึก เราควรจะบันทึกใน Format ใดกันแน่ เดี๋ยววันนี้เราจะขออาสาพาท่านไปรู้จักกับชนิดไฟล์ที่คุณควรจะรู้ค่ะ
-Photoshop (.psd) นามสกุลแรกเป็นนามสกุลของโปรแกรม photoshop เอง มีประโยชน์สุดๆ เนื่องจากจะทำการบันทึกแบบแยกเลเยอร์เก็บเอาไว้ให้คุณแก้ไขได้ในภายหลัง จะใช้โปรแกรมอื่นเปิดไฟล์นี้มาแก้ไม่ได้ เราขอแนะนำให้คุณบันทึกไฟล์ในรูปแบบนี้เอาไว้ทุกครั้ง เผื่อเรียกแก้ไขยามฉุกเฉิน จะได้ไม่ต้องมานั่งทำใหม่อีก
-JPEG , JPG (.jpg) ถ้าหากคุณบันทึกในรูปแบบนี้ คุณภาพของภาพอยู่ในขั้นพอยอมรับได้ มีคุณสมบัติในการบีบอัดขนาดไฟล์ได้ ทำให้สามารถนำไปใช้งานบนเว็บไซท์ หรือ งานสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้เน้นคุณภาพของภาพมากนัก ลองดูตัวอย่างภาพด้านล่างเพื่อเปรียบเทียบ ฝั่งซ้ายมีขนาดประมาณ 12K ในขณะที่ฝั่งขวาถูกบีบอัดซะจนใบหน้าเริ่มเขียว อยู่ที่ 4K คุณจะสังเกตเห็นความหยาบกร้านมากขึ้น แต่ผลที่ได้คือความรวดเร็วในการเปิดรับชมที่ไวขึ้น
-BMP (.bmp)
รูปแบบที่แสนคลาสสิค เป็นมาตราฐานของ Microsoft windows แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี บันทึกได้ทั้งโหมด RGB, Index Color, Grayscale และ Bitmap สามารถเปิดใช้งานได้หลายโปรแกรม แต่คุณภาพจะสู้รูปแบบ JPEG ไม่ได้
-GIF (.gif) เป็นไฟล์ที่ถูกบีบอัดให้เล็กลง ใช้กับรูปภาพที่ไม่ได้เน้นรายละเอียดสีที่สมจริง ไม่เหมาะกับภาพถ่าย จะเหมาะกับภาพการ์ตูน ภาพแนว vector มากกว่า เนื่องจากมีการไล่ระดับเฉดสีเพียง 256 สี ทำให้มีความละเอียดไม่เพียงพอ แต่มีคุณสมบัติพิเศษคือ สร้างภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย หรือที่เรียกกันว่า Gif Animation สรุปว่าเป็นไฟล์ที่เหมาะมากบนเว็บไซต์
-TIFF (.tif) นามสกุลที่มีความยืดหยุ่นและคุณภาพสูงสุดขีด บันทึกแบบ Cross-platform จัดเก็บภาพได้ทั้งโหมด Grayscale Index Color, RGB และ CMYK เปิดได้ทั้งบนเครื่อง Mac และ PC เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ เมื่อรู้เช่นนี้ หลายคนที่ยังมั่วนิ่มอยู่ ก็ลองพิจารณารูปแบบการบันทึกไฟล์ใหม่นะจ๊ะ
-EPS (.eps) นามสกุลที่ใช้เปิดในโปรแกรม Illustrator แต่สามารถบันทึกได้ในโปรแกรม Photoshop สนับสนุนการสร้าง Path หรือ Clipping Path บันทึกได้ทั้ง Vector แะ Rastor สนับสนุนโหมด Lab, CMYK, RGB, Index Color, Duotone และ Bitmap
-PICT (.pic) เป็นรูปแบบมาตราฐานในการบันทึกภาพแบบ 32 บิตของ Macintosh แสดงผลสีได้ระดับ 16.7 ล้านสี สามารถบีบอัดข้อมูลภาพได้เช่นกัน เพียงแต่สนับสนุนโหมด RGB เท่านั้นค่ะ
-PNG (.png) เป็นไฟล์ที่เหมาะสำหรับใช้ในเว็บไซท์ สามารถบีบอัดขนาดไฟล์ลงได้พอสมควร โดยที่ยังรักษาคุณภาพของภาพเอาไว้ได้ และที่สำคัญสามารถเลือกระดับสีใช้งานได้ถึง 16 ล้านสี มีการคาดกันว่าจะมาแทนที่ไฟล์ GIF ไม่ช้าก็เร็ว
- RAW (.raw) นามสกุลใหม่แต่โคตรดิบระห่ำจุดนรก เหมาะสำหรับภาพถ่ายจริงๆ ชื่อมันก็แปลตามตรงว่า "ดิบ" หมายถึงไม่มีการบีบอัดข้อมูลภาพใดๆเลยทั้งสิ้น รายละเอียดจึงยังครบถ้วน แต่ขนาดไฟล์ก็อลังการสุดๆเช่นกัน ปัจจุบันหาโปรแกรมมาเปิดไฟล์ชนิดนี้ยากอยู่ เพราะส่วนใหญ่จะแถมโปรแกรมมากับกล้องดิจิตอลที่สามารถบันทึกไฟล์ในรูปแบบ RAW ได้เท่านั้น

Friday, 4 December 2009

ความแตกต่างของนามสกุลรูปภาพ 1

ความแตกต่างของนามสกุลรูปภาพ
กราฟิกที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์ มี 2 ชนิด คือ Bitmap และ Vector
......กราฟิกแบบ Bitmap Bitmap เป็นภาพแบบ Resolution Dependent ประกอบขึ้นด้วยจุดสีต่างๆ ที่มีจำนวนคงที่ตายตัวตามการสร้างภาพที่มี Resolution หรือความละเอียดของภาพต่างกันไป หากขยายภาพ Bitmap จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นตารางเล็กๆ ซึ่งแต่ละบิตคือ ส่วนหนึ่งของข้อมูลคอมพิวเตอร์ เนื่องจาก Bitmap มีค่า Pixel จำนวนคงที่จึงทำให้มีข้อจำกัดในเรื่องการขยายขนาดภาพ การเปลี่ยนขนาดภาพทำโดยเพิ่มหรือลด Pixel จากที่มีอยู่เดิม เมื่อขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น ความละเอียดของภาพจึงลดลง และถ้าเพิ่มค่าความละเอียดมากขึ้นก็จะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่และเปลืองเนื้อที่ หน่วยความจำมากขึ้นตามไปด้วย ภาพที่ขยายโตขึ้นจะมองเห็นเป็นตารางสี่เหลี่ยมเรียงต่อกัน ทำให้ขาดความสวยงาม ภาพแบบ Bitmap จึงเหมาะสำหรับงานกราฟิกในแบบที่ต้องการให้แสงเงาในรายละเอียด เป็นไฟล์ที่เหมาะกับการทำงานกับภาพเหมือนจริงประเภทภาพถ่าย เพราะ Bitmap มี Channel พิเศษ เรียกว่า Alpha Channel ซึ่งเป็น 32 bit หรือ true color คือสีสมจริง เช่น ภาพที่นำมาใช้กับ PhotoShop จะเป็นภาพเหมือน ภาพถ่าย เพราะไฟล์ที่ได้จาก PhotoShop เป็น Bitmap ในขณะที่ไฟล์ที่สร้างจาก Illustrator จะเหมือนการ์ตูนหรือภาพเขียน เพราะเป็นไฟล์แบบ Vector นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับภาพที่ต้องการระบายสี สร้างสี หรือกำหนดสีที่ต้องการความละเอียดและสวยงาม ไฟล์ภาพแบบ Bitmap ในระบบวินโดวส์คือ ไฟล์ที่มีนามสกุล .BMP, .PCX. , .TIF, .GIF, .JPG, .MSP, .PCD เป็นต้น สำหรับโปรแกรมที่ใช้สร้างกราฟิกแบบนี้คือ โปรแกรม Paint ต่างๆ เช่น Paintbrush, PhotoShop, Photostyler เป็นต้น
.......กราฟิกแบบ Vector Vector เป็นภาพประเภท Resolution-Independent มีลักษณะของการสร้างให้แต่ละส่วนเป็นอิสระต่อกัน โดยแยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออกเป็นเส้นตรง รูปทรงหรือส่วนโค้ง โดยอ้างอิงตามความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์หรือการคำนวณเป็นตัวสร้างภาพ เป็นการรวมเอา Object (เช่น วงกลม เส้นตรง ทรงกลม ลูกบาศก์และอื่นๆ เรียกว่ารูปทรงพื้นฐาน) ต่างชนิดมาผสมกัน มีทิศทางการลากเส้นไปในแนวต่างๆ เพื่อสร้างภาพที่แตกต่างกันโดยใช้คำสั่งง่ายๆ จึงเรียกภาพประเภทนี้ว่า Vector Graphic หรือ Object Oriented ลักษณะเด่นของ Vector คือ สามารถยืดหรือหดภาพเท่าใดก็ได้ โดยที่ภาพจะไม่แตก ความละเอียดของภาพไม่เปลี่ยนแปลง คงคุณภาพของภาพไว้ได้เหมือนเดิม และยังสามารถขยายเฉพาะความกว้างหรือความสูง เพื่อให้มองเห็นเป็นภาพผอมหรืออ้วนกว่าภาพเดิมได้ด้วย และไฟล์มีขนาดเล็กกว่าภาพ Bitmap ภาพแบบ Vector จึงเหมาะสำหรับงานแบบวาง Layout งานพิมพ์ตัวอักษร Line Art หรือ Illustration ไฟล์รูปภาพแบบ Vector ในระบบวินโดวส์คือ ไฟล์ที่มีนามสกุล .EPD, .WMF, .CDR, .AI, .CGM, .DRW, .PLT เป็นต้น โดยมีโปรแกรมประเภทวาดรูป (Drawing Program) เช่น CorelDraw หรือ AutoCAD เป็นโปรแกรมสร้าง ขณะที่บนแมคอินทอชใช้ Illustrator และ Freehand ในกรณีที่โปรแกรมที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถอ่านไฟล์แบบ Vector ต้นฉบับได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ บันทึกไฟล์เป็นนามสกุล .EPS (Encapsulated Postscript) ไฟล์ประเภทนี้สร้างขึ้นจาก Vector ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติเป็นแบบ Vector นอกจากนี้เราสามารถบันทึกไฟล์ Bitmap ให้เป็นแบบ EPS ได้ เนื่องจากโปรแกรมกราฟิกทุกประเภทล้วนสนับสนุน ไฟล์แบบ EPS ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามอุปกรณ์แสดงผล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix หรือ Laser รวมทั้งจอภาพ จะแสดงผลแบบ Raster Devices หรือแสดงผลในรูปของ Bitmap โดยอาศัยการรวมกันของ Pixel ออกมาเป็นรูป แม้ว่าภาพกราฟิกที่สร้างจะเป็นแบบ Vector เมื่อจะพิมพ์หรือแสดงภาพบนหน้าจอจะมีการเปลี่ยนเป็นการแสดงผลแบบ Bitmap หรือเป็น Pixel
ความแตกต่างระหว่างกราฟิกแบบ Bitmap และ Vector
Bitmap
1. ลักษณะภาพประกอบขึ้นด้วยจุดต่างๆ มากมาย
2. ภาพมีจำนวนพิกเซลคงที่จึงต้องการค่าความละเอียดมากขึ้นเมื่อขยายภาพ โดยจะคำนวณค่าสีทีละ pixels ทำให้ภาพแตกเมื่อขยายภาพให้ใหญ่
3. เหมาะสำหรับงานกราฟิก ในแบบต้องการให้แสงเงาในรายละเอียด
4. แสดงภาพบนจอทันที เมื่อรับคำสั่งย้ายข้อมูลจากหน่วยความจำที่เก็บภาพไปยังหน่วยความจำของจอภาพ

Vector
1. ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นตัวสร้างภาพ โดยรวมเอา Object (เช่น วงกลม เส้นตรง) ต่างชนิดมาผสมกัน
2. สามารถย่อและขยายขนาดได้มากกว่า โดยสัดส่วนและลักษณะของภาพยังเหมือนเดิม ความละเอียดของภาพไม่เปลี่ยนแปลง
3. เหมาะสำหรับงานแบบวาง Layout งานพิมพ์ตัวอักษร Line Art หรือ Illustration
4. คอมพิวเตอร์จะใช้เวลาในการแสดงภาพมากกว่า เนื่องจากต้องทำตามคำสั่งที่มีจำนวนมากกว่า

ลักษณะและความหมายของ Pixel
................ในโลกของกราฟิกที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์ Pixel ถือเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของรูปภาพ เป็นจุดเล็กๆ ที่รวมกันทำให้เกิดภาพขึ้น ภาพหนึ่งจะประกอบด้วย Pixel หรือจุดมากมาย ซึ่งแต่ละภาพที่สร้างขึ้นจะมีความหนาแน่นของจุดหนือ Pixel เหล่านี้แตกต่างกันไป ความหนาแน่นของจุดนี้เป็นตัวบอกถึงความละเอียดของภาพ โดยมีหน่วยเป็น ppi (Pixel Per Inch) คือ จำนวนจุดต่อนิ้ว Pixel มีความสำคัญต่อการสร้างภาพของคอมพิวเตอร์มาก เพราะทุกส่วนของกราฟิก เช่น จุด เส้น แบบลายและสีของภาพนั้นเริ่มจาก Pixel ทั้งสิ้น เมื่อเราขยายภาพจะเห็นเป็นภาพจุด
................โดยปกติแล้ว ภาพที่มีความละเอียดสูงหรือคุณภาพดีควรจะมีค่าความละเอียด 300 X 300 ppi ขึ้นไป ยิ่งค่า ppi สูงขึ้นเท่าไร ภาพก็จะมีความละเอียดคมชัดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันจุดหรือ Pixel แต่ละจุดก็จะแสดงคุณสมบัติทางสีให้แก่ภาพด้วย โดยแต่ละจุดจะเป็นตัวสร้างสีประกอบกันเป็นภาพรวม ซึ่งอาจมีขนาดความเข้มและสีแตกต่างกันได้ ทำให้เกิดเป็นภาพที่มีสีสันต่างๆ
................การแสดงผลของอุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์แบบ Dot-matrix หรือแบบ Laser รวมทั้งจอภาพ จะเป็นการแสดงผลแบบ Raster Devices นั่นคือ อาศัยการรวมกันของ Pixel ออกมาเป็นรูป